จัดฟันบางนา ดูแลฟันลูกน้อยให้เหมาะกับวัย

จัดฟันบางนา ดูแลฟันลูกน้อยให้เหมาะกับวัย สำหรับคุณแม่ที่กังวลว่าจะดูแลฟันของลูกน้อยอย่างไรดี แล้วเด็กเล็กต้องแปรงฟันไหม เพื่อไขข้องใจเหล่านี้ เรามีคำแนะนำดีๆจาก ทันตแพทย์อรัญ ร่วมเผ่าไทย ทันตแพทย์ประจำโรงพยาบาลพญาไท 1 และ 2 มาฝากคุณแม่ทั้งหลายให้นำไปดูแลเจ้าตัวเล็ก จะได้มีฟันที่แข็งแรง และยิ้มสวยกันทุกคน

1. ช่วงก่อน 6 เดือน จะเป็นช่วงที่เด็กมีแต่เหงือกล้วนๆ สิ่งที่ควรจะต้องทำตอนนี้คือเอาผ้ากอสชุบน้ำอุ่นเช็ดเหงือกเมื่อเด็กดูดนมเสร็จ ซึ่งจะทำให้ไม่มีเมือกติดอยูที่เหงือกของเด็กและเด็กจะชินกับการที่มีอะไรก็ตามเข้ามาในปากเขา

2. 6 เดือนขึ้นไป ฟันน้ำนมก็จะเริ่มขึ้น จะมีแปรงสีฟันเฉพาะสำหรับฟันน้ำนม เวลาเอาแปรงเข้าไปโดยไม่มียาสีฟัน เขาก็จะยอม เพราะเราฝึกเขามาแต่เล็กๆแล้ว แต่บางคนที่ไม่ได้รับการฝึกมาเขาจะไม่ยอมให้มีอะไรเข้าไปในปากเลย ถ้าเราดูแลเขาแบบนี้มาเรื่อยๆ สิ่งที่เกิดขึ้นคือ สุขภาพฟันน้ำนมเขาก็จะดี ส่งผลต่อมาให้บริเวณหน่อฟันแท้ที่อยู่ข้างล่างใต้ต่อมฟันน้ำนมเขาดีตาม บางคนคิดว่าไม่เป็นไรเพราะเดี๋ยวฟันน้ำนมก็ต้องหลุดเลยไม่ดูแล แต่ถ้าฟันน้ำนมติดเชื้อขึ้นมามันจะติดเชื้อไปถึงหน่อฟันแท้ที่อยู่ข้างล่างที่กำลังจะขึ้น เมื่อฟันแท้ขึ้นมาทำให้ผิวฟันนั้นไม่สมบูรณ์ พอติดเชื้อขึ้นมาสิ่งที่จะเกิดขึ่้นก็คือ ฟันจะผุง่าย เป็นโรคฟันง่ายตามมา

3. ช่วง 6 ขวบ ฟันแท้เริ่มขึ้น สิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ควรระวังคือ คุณพ่อคุณแม่มักจะนึกว่าฟันที่ขึ้นมาซี่แรกตอน 6 ขวบนี้คือฟันน้ำนม เพราะว่าฟันน้ำนมยังไม่หลุด สิ่งที่ต้องระวังข้อที่สองคือ ฟันแท้ที่ขึ้นมาใหม่ๆ จะไม่แข็งแรง ผิวจะไม่แข็งตัวเต็มที่ เด็กที่ได้รับฟลูออไรด์ทางการกินมาโดยตลอด จะไปช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงในการสร้างฟันแท้ได้ เด็กอาจต้องได้รับการเคลือบฟลูออไรด์ เพื่อทำให้ผิวฟันแข็งแรงขึ้น ต้องระวังเรื่องการแปรงฟันเพราะฟันแท้ที่ขึ้นมาจะอยู่ข้างในมากแล้วแล้วเด็กแปรงไม่ถึงทำให้เกิดฟันผุ

4. 8 ขวบขึ้นไป สามารถปล่อยให้เด็กแปรงฟันเองได้แล้ว ขึ้นอยู่กับทักษะของเด็ก การแปรงฟันน้ำนมกับฟันแท้จะไม่เหมือนกัน ควรสอนให้เด็กแปรงฟันอย่างถูกวิธี เพื่อสุขภาพฟันที่ดีในอนาคต

ฟันน้ำนมหลุดโยนขึ้นหลังคาสิ!

หลายคนจำได้ว่า เมื่อตอนที่เรายังเป็นเด็กแล้วก็สูญเสียฟันน้ำนม ผู้ใหญ่จะบอกว่าอย่าไปโยนทิ้งเปะปะนะ ให้จับฟันน้ำนมที่หลุดออกไว้ให้มั่นในมือ หันหลังให้กับหลังคาหรือว่าที่สูง แล้วก็โยนข้ามไหล่ขึ้นไปกะให้ฟันขึ้นไปนอนแอ้งแม้งอยู่บนนั้น บางท่านคงจำประสบการณ์ที่เป็นความเขื่อนี้ได้ แต่จะสามารถอธิบายให้เป็นระบบและเป็นวิทยาศาสตร์มากขึ้นได้บ้างหรือไม่?

ความเชื่อบางฉบับมีรายละเอียดยิ่งกว่านั้นอีก บางคนบอกว่าถ้าฟันล่างหักก็ให้โยนขึ้นหลังคา ถ้าฟันบนหักให้โยนลงใต้บันไดหรือใต้ถุนบ้าน ซึ่งล้วนแต่เป็นสิ่งที่เราบอกกับเด็กๆ เพราะผู้ใหญ่จะเลิกพูดแบบนี้กันแล้ว เหตุผลสำคัญในเรื่องนี้คือจิตวิทยาเด็ก ทำให้เด็กเกิดความสบายใจ เมื่อเกิดความเปลี่ยนแปลงในร่างกายที่เด็กอาจรู้สึกว่าเป็นความสูญเสีย ซึ่งอาจมีผลกระทบต่อจิตใจที่เปราะบางได้ง่ายๆ ผู้ใหญ่สอนว่าถ้าฟันล่างหักก็ต้องขว้างขึ้นบนหลังคาบ้าน ฟันจะได้ขึ้นและขึ้นสวยไม่เอนเอียง ถ้าฟันบนหักต้องขว้างลงใต้ถุนบ้าน ฟันบนใหม่จะได้งอกขึ้นและทิ้งตัวลงมาสวยงาม

ฟันที่หลอหรือไม่สวยเป็นเหตุให้เด็กเกิดความกังวลใจ ยิ่งถ้าถูกล้อ เช่น “ไอ้หลอมาแล้ว” เป็นต้น ก็จะเสียกำลังใจเสียบุคลิกถึงกับปฏิเสธไม่ยอมไปโรงเรียนหรือออกจากบ้านเลย ผู้ใหญ่ในสมัยโบราณจึงคิดค้นหลักคิดและความเชื่อนี้ขึ้นเพื่อปลอบขวัญ และสร้างกำลังใจให้กับลูกหลาน นับว่าเป็นนวัตกรรมทางสังคมและวัฒนธรรมที่มาก่อนพัฒนาการด้านจิตวิทยาเด็กหลายเท่า